ครม.ลดภาษีนิติบุคคล ปี′55 เหลือ 23% ปี′56 เหลือ 20%

0 ความคิดเห็น

ครม.ลดภาษีนิติบุคคล ปี′55 เหลือ 23% ปี′56 เหลือ 20% เงินบริจาคน้ำท่วมหักค่าใช้จ่าย 1.5 เท่าไปลดภาษี


นายบุญทรง เตริยาพิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังแถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่าที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ภายในปี 2555 และลดเหลือ 20% ในปี 2556 ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป

นายบุญทรงกล่าวว่า นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุุคล สำหรับบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล ที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท

แต่ต้องมีรายได้ประกอบกิจการขายสินค้าและให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 1.5 แสนบาท ส่วนที่เกินจากนั้นแต่ไม่ถึง 1 ล้านบาท ให้เสียภาษีในอัตรา 15% ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท ให้เสียภาษีในอัตรา 23% สำหรับรอบบัญชีปี 2555 หรือสิ้นสุดหลังธันวาคม 2555

แต่สำหรับรอบบัญชีที่เริ่มหลังวันที่ 1 มกราคม 2556 ให้เสียภาษีในอัตรา 20% หากเอสเอ็มอีมีทุนชำระแล้วและรายได้เกินกว่าที่กำหนด จะไม่ได้รับสิทธิภาษีดังกล่าว แต่ได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีนิติบุคคลเหมือนบริษัททั่วไป

นายบุญทรงกล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ยังได้รับข้อเสนอของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เคยนำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ที่ขอรับสิทธิการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่นเดียวกับบริษัททั่วไปด้วย

นายบุญทรงกล่าวว่า สำหรับการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลในครั้งนี้จะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลลดลงรวมประมาณ 1.5 แสนล้านบาท แต่ในปี 2555 มีผลเพียงแค่ 5.25 หมื่นล้านบาท

เนื่องจากบริษัทเอกชนได้เสียภาษีไปแล้วครึ่งหนึ่ง ในช่วงเดือนสิงหาคมที่่ผ่านมา แต่มาตรการข้างต้นจะช่วยกระตุ้นและส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย

โดยนักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น เพราะฐานภาษีของไทยได้ปรับลดลงมาเทียบเท่าประเทศอื่นในภูมิภาค ส่งผลให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นในระยะยาว ชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปในระยะยาว

นายบุญทรงกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม ครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรม หารือร่วมกันในการทบทวนให้สิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุน หรือปรับปรุงให้สอดคล้องกับการปรับลดภาษีนิติบุคคลในครั้งนี้ ว่าส่วนใดควรมีการปรับปรุง หรือยกเลิกไป

นายบุญทรงกล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ยังมีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยเปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดา บริษัท ห้างหุ้นส่วน นิติบุุคคลที่ร่วมกันบริจาคเงิน หรือทรัพย์สินช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สามารถนำส่วนที่บริจาคในระหว่างวันที่ 1 กันยายน-31 ธันวาคม 2554 มาหักเป็นค่าใช้จ่ายคำนวณภาษีเงินได้เป็นจำนวน 1.5 เท่า จากปกติ 1 เท่า นอกจากนี้ในสัปดาห์หน้า กระทรวงการคลังจะพยายามนำเสนอโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี เข้าสู่ที่ประชุม ครม.


ขอบคุณ มติชนออนไลน์

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการตั้งสำรองเงินเกษียณและเงินช่วยเหลือการลาออกของพนักงาน

0 ความคิดเห็น

เลขที่หนังสือ
: กค 0702/4946

วันที่
: 5 กรกฎาคม 2554

เรื่อง
: ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการตั้งสำรองเงินเกษียณและเงินช่วยเหลือการลาออกของพนักงาน

ข้อกฎหมาย
: มาตรา 65 ตรี (1) และ (9) และ(13) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ
บริษัทฯ ได้ตั้งสำรองเงินเกษียณของพนักงาน จำนวนเงิน 15,167,535.93 บาท โดยมีหลักเกณฑ์ให้พนักงาน ที่ปฏิบัติงานจนอายุครบ 60 ปี เป็นจำนวน 10 เท่าของเงินเดือน ซึ่งคำนวณจากอายุของพนักงานและโอกาสความเป็น ไปได้ของพนักงานที่จะอยู่จนเกษียณตามแต่ช่วงอายุของพนักงาน และเงินสำรองช่วยเหลือการลาออกของพนักงาน จำนวนเงิน 17,238,849.71 บาท โดยมีหลักเกณฑ์ในการตั้งสำรองเงินช่วยเหลือการลาออกของพนักงาน ซึ่งคำนวณ ตามอายุงานและระเบียบเงินช่วยเหลือการลาออกของบริษัทฯ พนักงานแต่ละคนมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือการลาออก ตามระเบียบของบริษัทฯ ณ วันที่โอนย้ายพนักงานให้แก่บริษัทในเครือเป็นจำนวนเท่าใด บริษัทฯ จะตั้งสำรองเงิน ช่วยเหลือลาออกตามสิทธิของพนักงานแต่ละคน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ทำการบันทึกบัญชีไว้ โดยมีการคำนวณรายละเอียด เป็นรายบุคคล ซึ่งในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล เงินสำรองที่บริษัทฯบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายประจำปีนั้น ได้ทำการบวก กลับทั้งหมดแล้ว และเนื่องจากบริษัทฯ มีการโอนย้ายพนักงานจำนวน 332 คน ให้กับบริษัทในเครือซึ่งเป็นคนละนิติบุคคล บริษัทฯ จึงขอทราบว่า

1. กรณีเมื่อมีการโอนย้ายพนักงานให้กับบริษัทในเครือ บริษัทฯ จะนำเงินสำรองเกษียณและเงินสำรองช่วยเหลือ การลาออกมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ได้หรือไม่

2. บริษัทในเครือที่รับโอนพนักงาน จะบันทึกบัญชีสำหรับเงินสำรองที่รับโอนอย่างไร

3. เมื่อพนักงานที่โอนย้ายลาออก บริษัทในเครือผู้รับโอนจะบันทึกบัญชีอย่างไร

แนววินิจฉัย
1. กรณีบริษัทฯ โอนพนักงานให้แก่บริษัทในเครือซึ่งเป็นคนละนิติบุคคลกัน โดยโอนเงินสำรองเกษียณ และเงินสำรองช่วยเหลือลาออกของพนักงานเป็นรายบุคคลให้แก่บริษัทในเครือ บริษัทฯ มีสิทธินำเงินสำรองที่โอนดังกล่าว มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนเงินดังกล่าวนั้นได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (1) และ (9) แห่ง ประมวลรัษฎากร

2. กรณีตาม 2. และ 3. เมื่อบริษัทฯ โอนเงินสำรองเกษียณและเงินสำรองช่วยเหลือการลาออกของพนักงานให้แก่ บริษัทในเครือ เพื่อให้บริษัทในเครือเป็นผู้มีหน้าที่จ่ายเงินให้พนักงานที่ลาออกจากงานเป็นการโอนไปพร้อมกับความผูกพัน ที่ต้องจ่ายเงินสำรองเกษียณและเงินสำรองช่วยเหลือการลาออกของพนักงาน จึงไม่ถือเป็นเงินได้ของบริษัทในเครือ และเมื่อ บริษัทในเครือจ่ายเงินสำรองดังกล่าวให้แก่พนักงานที่ลาออกจากงาน บริษัทในเครือไม่มีสิทธินำมาถือเป็นรายจ่ายในการ คำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับเงินสำรองเกษียณและเงินสำรองช่วยเหลือการลาออกของพนักงานที่บริษัทในเครือรับโอนไปนั้น ให้บริษัทฯ ถือปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี ที่รับรองทั่วไป

เลขตู้
: 74/37782

ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ กรณีการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน

0 ความคิดเห็น

เลขที่หนังสือ
: กค 0702/5741

วันที่
: 3 สิงหาคม 2554

เรื่อง
: ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ กรณีการโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน

ข้อกฎหมาย
: มาตรา 40(4)(ฉ) มาตรา 50(2) มาตรา 74(1)(ข)(ค) และมาตรา 91/2(6) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ
๑. บริษัทฯ มีสถานประกอบการ กรุงเทพฯ ซึ่งเช่าสถานประกอบการจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ. (ห้างฯ) เพื่อใช้เป็น สถานประกอบการโรงแรมและภัตตาคาร และเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

๒. ห้างฯ มีสถานประกอบการ กรุงเทพฯ ซึ่งประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ห้างฯ ได้ให้บริษัทฯ เช่าอาคาร ซึ่งเป็นสถานประกอบการของห้างฯ และรายได้จากค่าเช่าอาคารดังกล่าวเป็นรายได้หลักเพียงอย่างเดียวของห้างฯ

๓. เนื่องจากบริษัทฯ และห้างฯ มีผู้ถือหุ้นและผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นบุคคลเดียวกัน จึงประสงค์ที่จะควบรวมกิจการ ซึ่งบริษัทฯ จะรับโอนกิจการและทรัพย์สินทั้งหมดของห้างฯ โดยห้างฯ ผู้โอนกิจการจดทะเบียนเลิกห้างฯ และมีการชำระ บัญชีภายในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการนั้น

บริษัทฯ จึงขอหารือว่า

๑. กรณีบริษัทฯ ผู้รับโอนกิจการจะต้องแจ้งการรับโอนกิจการต่อกรมสรรพากรหรือไม่ และมีภาระภาษีอย่างไรบ้าง ที่ดิน อาคารและส่วนควบที่ได้รับโอนทั้งหมด บริษัทฯ จะถือเป็นการเพิ่มทุนของบริษัทฯ ได้หรือไม่

๒. กรณีห้างฯ ผู้โอนกิจการจะมีภาระภาษีอย่างไรบ้าง มูลค่าทรัพย์สิน ที่ดิน อาคารและส่วนควบที่ได้โอนให้แก่ บริษัทฯ ห้างฯ จะต้องถือเป็นรายได้และจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ การทำนิติกรรมโอนที่ดิน อาคารและส่วนควบ ณ สำนักงานที่ดิน จะได้รับการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์หรือไม่ และเงินส่วนแบ่งกำไรที่ห้างฯ จ่ายคืนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วน หลังจากจดทะเบียนเลิกและเสร็จการชำระบัญชี เป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้รับยกเว้นภาษี และห้างฯ ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ใช่หรือไม่

แนววินิจฉัย
กรณีห้างฯ ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้โอนกิจการทั้งหมดให้บริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีภาระภาษีดังนี้

๑. กรณีบริษัทฯ ได้รับโอนกิจการทั้งหมดจากห้างฯ นั้น บริษัทฯ ไม่ต้องแจ้งการรับโอนกิจการต่อกรมสรรพากร แต่อย่างใด ส่วนมูลค่าของที่ดิน อาคารและส่วนควบที่ได้รับโอนจากห้างฯ โดยห้างฯ ผู้โอนกิจการได้จดทะเบียนเลิกและ มีการชำระบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการนั้น ให้ห้างฯ ตีราคาของทรัพย์สินที่โอนตามราคาตลาดในวันที่จดทะเบียนเลิก แต่ไม่ให้ถือว่าราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ และ บริษัทฯ ผู้รับโอนต้องถือเอาราคาของทรัพย์สินนั้นตามราคาที่ปรากฏในบัญชีของห้างฯ ผู้โอนเดิมในวันที่รับโอนกิจการ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ จนกว่าจะได้มีการจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไป และมีสิทธิหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคาในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและอัตราที่ห้างฯ เดิมใช้อยู่เพียงเท่าที่ระยะเวลาและมูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่สำหรับทรัพย์สินนั้นเท่านั้น และห้ามมิให้บริษัทฯ นำผลขาดทุนสุทธิของห้างฯ เดิมมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ตามมาตรา ๗๔ (๑) (ข) และ (ค) แห่งประมวลรัษฎากร

๒. ภาระภาษีของห้างฯ ผู้โอนกิจการ

๒.๑ ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีหัก ณ ที่จ่าย กรณีห้างฯ ผู้โอนซึ่งได้จดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการนั้น ได้โอนทรัพย์สิน ที่ดิน อาคารและส่วนควบของห้างฯ ให้บริษัทฯ ผู้รับโอนกิจการ ห้างฯ ผู้โอนจะต้องตีราคาของทรัพย์สินที่โอนตามราคาตลาดในวันที่จดทะเบียนเลิก แต่ไม่ให้ถือว่าราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือ รายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของห้างฯ ผู้โอน ดังนั้น หากราคาตลาดนั้นสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาทุน ผลกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นนั้น ห้างฯ ผู้โอนไม่ต้องนำมาถือเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา ๗๔ (๑) (ข) และ (ค) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่มีประเด็นการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด

๒.๒ ภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีห้างฯ ผู้โอนได้โอนที่ดิน อาคารและส่วนควบที่มีไว้ในการประกอบกิจการให้บริษัทฯ ผู้รับโอนโดยไม่มีค่าตอบแทน ถือเป็นการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ห้างฯ มีไว้ในการประกอบกิจการมาตรา ๔ (๕) แห่ง พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ ๓๔๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ห้างฯ จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จากการโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าว ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามมาตรา ๙๑/๒ (๖) แห่งประมวลรัษฎากร

๒.๓ อากรแสตมป์ กรณีห้างฯ โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อาคารและส่วนควบที่มีไว้ในการประกอบกิจการให้บริษัทฯ ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา ๙๑/๒ (๖) แห่งประมวลรัษฎากร ตาม ๒.๒ ใบรับจากการโอน อสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากรสำหรับจำนวนเงินที่ผู้รับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามลักษณะ แห่งตราสาร ๒๘. (ข) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์

๒.๔ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีห้างฯ ผู้โอนกิจการได้จ่ายคืนเงินส่วนแบ่งกำไรให้ผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างฯ หลังจากจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชี เงินดังกล่าวถือเป็นผลประโยชน์ที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้รับจากการที่บริษัทฯ หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันหรือเลิกกัน เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น ห้างฯ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา ๕๐ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้
: 74/37817

-

-

 

Account Today. Copyright 2008 All Rights Reserved Revolution Two Church theme by Brian Gardner Converted into Blogger Template by Bloganol dot com